มันต้องอย่างนี้สิ NEW GWM TANK 300 DIESEL นี่ล่ะที่ต้องการ!

ในช่วงเวลา 1 ปีกว่าๆ ที่ GWM TANK 300 HEV ทำตลาดอยู่ ต้องยอมรับว่าด้วยรูปแบบตัวถัง การดีไซน์ตกแต่งภายในห้องโดยสาร ทำให้ภาพลักษณ์ของ TANK 300 เป็นรถเอสยูวีที่เป็นได้ทั้งสายบู๊และบุ๋น แถมยังโดนใจกลุ่มลูกค้าที่ชอบเดินทางท่องเที่ยว แคมป์ปิ้ง ออกทริป รวมทั้งดีไซน์รถทรงกล่องแบบนี้ยังคงเป็นดีไซน์ที่อยู่ได้อีกนานไม่มีตกยุค
แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคอย่างเดียวนั่นคือ อัตราสิ้นเปลืองที่ค่อนข้างใช้พลังงานเยอะไปหน่อย เฉลี่ย 10 กม./ลิตร ทำให้หลายคนต้องคิดเยอะขึ้นว่ามันจะคุ้มกับการใช้งานหรือเปล่า แต่สำหรับลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้แคร์ค่าน้ำมันกลับตัดสินใจเลือกเป็นเจ้าของได้ในทันที เรื่องแบบนี้ถ้าถูกจริตใคร ถูกใจไม่มีคำว่าแพง..ประมาณนั้น แต่ยังไงก็ตามเรื่องของอัตราสิ้นเปลืองยังเป็น Pain Point ของ TANK 300 อยู่ดี
แล้วพอ GWM Thailand ประกาศว่าจะนำเครื่องยนต์ดีเซลเจเนอเรชั่นใหม่ มายัดอยู่ในห้องเครื่องของ New GWM TANK 300 DIESEL ทำให้เกิดกระแสขึ้นอย่างเงียบๆ และถูกนำมาพูดถึงบ่อยขึ้น กระทั่งประกาศราคาภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ด้วยราคาค่าตัวเริ่มต้น 999,000 บาท พูดได้เลยว่าตลาดแตกกันเลย ถึงขนาดที่ว่าหลังประกาศราคาไม่ถึง 1 สัปดาห์ กวาดยอดจองภายในงานไปแล้วมากกว่า 800 คัน ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า ถ้าเป็นรถในกลุ่มนี้ การเลือกใช้ขุมพลังดีเซล ยังคงเป็นตัวเลือกที่โดนใจคนไทยมากที่สุด
สำหรับ New GWM TANK 300 DIESEL มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนเนอเรชั่นล่าสุด มีจุดเด่นในด้านความแข็งแกร่งและสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้น พร้อมด้วยการรับประกันความทนทานของเครื่องยนต์ดีเซลสูงสุดถึง 1 ล้านกิโลเมตร (หรือ 8 ปี) ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงและเป็นที่นิยมในกลุ่มลูกค้าที่มองหารถยนต์ที่มีสมรรถนะสูง ที่ต้องครอบคลุมการใช้งานทั้งการขับขี่ในชีวิตประจำวัน ทั้งแบบออนโรดและออฟโรด ในขณะเดียวกันยังเป็นการขับขี่ที่นิ่งเงียบ นุ่มนวลกว่าเคย และประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น ตามเสียงเรียกร้องจากผู้ใช้งานจริง
แม้ว่าหน้าตาการตกแต่งจะไม่ได้แตกต่างไปจากรุ่น HEV จะมีต่างเพียงสัญลักษณ์ 2.4T ที่ด้านท้ายรถเท่านั้น แต่การขับขี่นั้นแตกต่างจากเดิมไปสิ้นเชิง ซึ่งเป็นเรื่องของขุมพลังดีเซล 2.4T ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีเทอร์โบแปรผันแรงดันสูงถึง 2,000 บาร์ ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ท่อร่วมไอดีแบบคู่ที่ฝาสูบระบบอิเล็กทรอนิกส์ เกียร์อัตโนมัติ 9 สปีดที่มีช่วงอัตราทดเกียร์ที่กว้าง เปลี่ยนเป็นเกียร์ 9 ได้ที่ความเร็วเพียง 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้มีมีอัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 14 กม./ลิตร ตามมาตรฐานการทดสอบ Eco sticker โดยรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ น้ำมันหนึ่งถัง (ดีเซล B7) สามารถขับได้ระยะทางไกลมากกว่า 1,000 กิโลเมตร
จุดที่น่าสนใจคือ แม้ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ดีเซล แต่กลับมีความนิ่ง เงียบ และนุ่มนวล ฉีกกฏเครื่องยนต์ดีเซลโดยทั่วไป ด้วยเทคโนโลยีลดการสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์และการพัฒนาเทคโนโลยีในการลดเสียงรบกวน NVH (Noise, Vibration, Harshness) ออกแบบท่อไอเสีย เพลาลูกเบี้ยว ปั๊มน้ำมันเครื่อง ท่อน้ำมันแรงดันสูง สายพาน Timing และ Balance Shaft ใหม่ ทำให้ห้องโดยสารมีระดับเสียงต่ำกว่า 68 เดซิเบล การขับขี่จึงเงียบสงบ นิ่ง ไม่สั่น เทียบได้กับเสียงจากเครื่องยนต์เบนซิน
รวมทั้งจัดจ้านด้วยพละกำลัง 184 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที มีแรงบิดสูงในรอบต่ำ แรงบิด 260 นิวตันเมตร ที่ 1,000 รอบต่อนาที แรงบิด 350 นิวตันเมตร ที่ 1,200 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร แบบต่อเนื่องหรือแฟตทอร์คที่ 1,500-2,500 รอบต่อนาที เร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 11 วินาที การตอบสนองของคันเร่งที่ฉับไวกว่าเดิม ทำให้รถมีความกระฉับกระเฉงมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังรับประกันคุณภาพที่ยาวนานถึง 1 ล้านกิโลเมตร หรือระยะเวลา 8 ปี เพื่อแสดงถึงทนทานของเครื่องยนต์ GWM ได้ทดสอบเครื่องยนต์นี้ในสภาพอากาศหนาวและร้อนสุดขั้ว 300 ชั่วโมง ทดสอบการทำงานที่ความเร็วรอบสูงสุด 500 ชั่วโมง และในสภาพถนนและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันถึง 76 รูปแบบทั่วโลก โดยมีระยะทางรวม 6 ล้านกิโลเมตร จากโครงสร้างการออกแบบที่เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการใช้พลังงาน ลดเสียงและการสั่นสะเทือน ทำให้เครื่องยนต์รุ่นนี้มีความทนทานสูง ทั้งการใช้งานแบบขับขี่ในชีวิตประจำวัน การท่องเที่ยวสุดสัปดาห์ หรือแม้แต่การขับขี่แบบออฟโรดที่ต้องใช้พละกำลังและแรงบิดสูง
ในการทดลองขับบอกเลยว่าการยกเครื่องใหม่ของ NEW GWM TANK 300 เป็นขุมพลังดีเซล 2.4T ทำให้การขับขี่มีความสนุก เร้าใจ แรงตั้งแต่ออกตัว แม้ว่าตัวถังมีขนาดใหญ่ น้ำหนัก 2 ตัน กว่าๆ เมื่ออยู่หลังพวงมาลัยจะรู้สึกถึงความคล่องตัว การออกตัวว่องไว รอบเครื่องมาเร็ว แรงกว่าเดิม อัตราเร่งแซงทำได้ทันใจ ที่สำคัญคือ เสียงเครื่องยนต์ถือว่าเงียบมาก
ในช่วงของการออกตัว เมื่อเข้าเกียร์ D ถอนเท้าจากเบรก รถจะเคลื่อนตัวทันใจ แบบที่ไม่ต้องกดคันเร่ง เป็นการออกตัวด้วยความเร็วแบบ Walking Speed เมื่อเติมคันเร่งจะรู้สึกได้ทันทีว่า พละกำลังของเครื่องยนต์มีแรงบิดสูงมาก รถมีความกระฉับกระเฉง เพราะด้วยแรงบิด 260 นิวตันเมตร ที่มาตั้งแต่ 1,000 รอบต่อนาที ทำให้การขยับตัว เร่งแซง ในช่วงความเร็วต่ำ หรือการเปลี่ยนเลนในช่วงการจราจรคับคั่งทำได้คล่องตัว และรวดเร็วมาก จากคาแรกเตอร์รถที่มีขนาดใหญ่ไม่ได้รู้สึกต้วมเตี้ยมเลย
ในช่วงความเร็วกลางระหว่าง 60-100 กม./ชม. เป็นช่วงของการขับที่เพลินมาก เป็นผลมาจากเสียงเครื่องยนต์ที่เบามาก แทบไม่รู้สึกเลยว่ากำลังขับรถเครื่องยนต์ดีเซลอยู่ แรงสั่นสะเทือนที่มักจะเกิดขึ้นจากเครื่องยนต์ดีเซลที่ทำให้มีแรงสั่นมาถึงพวงมาลัยน้อยมากๆ จะมีอยู่นิดเดียวตอนช่วงสตาร์ทรถเท่านั้น ที่เสียงยังคงเป็นเสียงจากเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งในระหว่างการขับ หากมีการเร่งแซง หรือใช้พละกำลังมากขึ้น จะได้ยินเสียงฮึ่มๆ จากเครื่องยนต์เป็นเสียงโทนต่ำอยู่แถวๆ คอนโซลเบาๆ เท่านั้นเอง คือถ้าเทียบกับรุ่น HEV ถือว่าแทบจะไม่ต่างกันสักเท่าไหร่เลย
อีกทั้งเกียร์ 9 สปีด มีการเปลี่ยนเกียร์ที่ราบเรียบมาก ความเร็ว 90 กม./ชม. สับขึ้นเป็นเกียร์ 9 กันแล้ว ช่วงของความเร็วสูงตั้งแต่ 100 กม./ชม. ขึ้นไป จะได้ยินเสียงลมปะทะเข้ามาที่เสา A เพียงเบาๆ เท่านั้น และจะได้ยินเสียงลมที่ดังขึ้นในช่วงความเร็วเกิน 140 กม./ชม. โดยรวมถือว่าการเก็บเสียงภายในห้องโดยสารทำได้เงียบมากๆ ส่วนเรื่องของการตอบสนองของพวงมาลัยไม่ได้แตกต่างจากรุ่น HEV พวงมาลัยยังคงคาแรกเตอร์ของความแม่นยำสูง น้ำหนักไม่ได้เบาจนเกินไป ทำให้มั่นใจในช่วงการขับด้วยความเร็วสูงได้สบายๆ แต่ยังมีจุดหนึ่งที่รู้สึกต้องระวังอยู่บ้าง คือในช่วงของการใช้ความเร็วสูงที่เกินจาก 140 กม./ชม. (แน่นอนว่าเกิดจากกฎหมายกำหนด แต่ลองในจังหวะสั้นๆ เพื่อให้รู้ถึงอาการของรถ) จะรู้สึกเหมือนรถเบา เหมือนรถลอยๆ ในช่วงทำความเร็วเร่งแซงต่อเนื่องจะต้องระมัดระวังกันหน่อย แต่ถ้าเป็นความเร็วในช่วง 80-120 กม./ชม. ถือว่าขับได้สบายใจ มั่นใจได้
ส่วนเรื่องของอัตราเร่ง แม้ว่าตัวเลขของแรงบิดจะสูงในรอบต่ำ แต่เมื่อต้องการอัตราเร่งในการเร่งแซง ไม่น่ากังวล เพราะจะไม่ได้เป็นอัตราเร่งที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วมากนัก จะค่อยๆ ขึ้น ซึ่งช่วยให้รู้สึกปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งหากเปลี่ยนเป็นโหมด Sport อัตราเร่งจะเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รอบเครื่องมาเร็วขึ้น คาแรกเตอร์เปลี่ยนไปเลย แต่ไม่ใช่ว่าจะเอาเร็วอย่างเดียว ในส่วนของระบบเบรกถือว่ามีระยะเบรกให้หยุดนิ่งที่ไว้ใจได้ ซึ่งต้องปรับตัวกับน้ำหนักแป้นเบรกนิดหน่อย เพราะด้วยตัวรถที่มีน้ำหนักเยอะ ระยะเบรกต้องเผื่อเอาไว้หน่อย ฟิลลิ่งของน้ำหนักแป้นเบรกจะออกแนวนุ่มๆ ไม่ได้สะท้านเท้ามาก ถือว่าเป็นรถไซส์ใหญ่ที่เบรกได้มั่นใจที่สุดอีกรุ่นหนึ่ง
ถามว่าน่าเล่นหรือไม่ ยอมรับว่า NEW GWM TANK 300 DIESEL มาดีจริงๆ จากเดิมที่ถือว่าดีอยู่แล้ว จะมาติดที่อัตราสิ้นเปลืองเท่านั้น กับราคาของน้ำมันเบนซินที่พุ่งสูงขึ้น พอมาเป็นเครื่องยนต์ดีเซลถือว่าตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากขึ้น แก้ไขจุดด้อยเรื่องอัตราสิ้นเปลืองลงไปได้ดีเลย เพราะเฉลี่ยแล้วถือว่าใกล้เคียงกับ PPV ที่อยู่ในตลาดตอนนี้ แต่มีจุดได้เปรียบคือ TANK 300 เป็นเอสยูวี ตัวถังแบบ Monoque การขับขี่จึงนุ่มสบายกว่ารถที่มีพื้นฐานจากรถกระบะดีเซล และด้วยราคาค่าตัว 999,000, 1,149,000 และ 1,249,000 บาท
รวมทั้งฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปีเต็ม, ฟรี บริการระบบตรวจสอบและสั่งการรถผ่านอินเทอร์เน็ต พร้อมแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตภายในรถ ระยะเวลา 3 ปี, ฟรี ค่าแรงบำรุงรักษาตามระยะทางภายในระยะเวลา 5 ปี หรือระยะทาง 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน และไม่รวมอะไหล่สิ้นเปลือง), ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี พร้อมการรับประกันคุณภาพรถใหม่ ครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และการรับประกันเครื่องยนต์ดีเซล 1,000,000 กิโลเมตร หรือ 8 ปี (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) ให้มาขนาดนี้ บอกเลยว่าต้องจัดแล้ว!
เรื่อง : พุทธิ ผาสุข
เรียบเรียงข้อมูลโดย GRANDPRIX ONLINE
ติดตามข่าวสาร ยานยนต์ รถจักรยานยนต์ รถใหม่ ได้ที่ www.grandprix.co.th